arttaya sookto

Arttaya (Aor) Sookto

อาทยา (อ้อ) สุขโท

ศาสตร์ใหม่ในชีวิต

Written By: Arttaya - ส.ค.• 31•11

พอหายเหนื่อยจากลูกชายคนเล็ก “โซโลม่อน” เลยพอมีเวลามานั่งเขียนอะไรต่อได้บ้าง จริงๆแล้วไม่ค่อยอยากจะใช้คำว่า พอมีเวลาเลย คนเรามันมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน เคยอ่านหนังสือที่คนญี่ปุ่นเค้าสอนกันไว้ว่าคนเรามี 24 ชั่วโมงเท่าๆกัน 24 จะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 8 ชั่วโมงทำงาน 8 ชั่วโมงนอน ส่วนอีก 8 ชั่วโมงที่เหลือเราจะ manage ยังไงให้มีค่ามากที่สุดก็แล้วแต่เรา จริงๆเรื่องที่อยากจะเขียนมีมากมาย ช่วงที่หยุดเขียนไปก็มีแต่เรื่องโซโลม่อน เด็กดำสมาชิกใหม่ของบ้าน เอามาเลี้ยงตั้งแต่ 2 เดือนกว่าจนตอนนี้ก็ 8 เดือนเข้าไปแล้ว นิสัยกำลังห่ามเลย เอาไว้ค่อยเขียนเรื่องราวของเค้าเต็มๆ ในบทถัดๆไปเพราะคงจะมีวีรกรรมเล่าให้ฟังอย่างยาวไม่แพ้เรื่องราวของ เคนโด้ ตัวพี่เลยเหมือนกัน ช่วงที่ความเหนื่อยซาลงจากการเลี้ยงเด็กดำ ก็เริ่มเข้าไปดูนู้นดูนี่ในเวปไซด์ต่างๆ เริ่มหยิบหนังสือในห้องพี่ชายมาอ่าน หนังสือเล่มที่หยิบมาอ่านนั้นก็ดูเหมือนค่อนข้างจะยากซับซ้อนอยู่สักหน่อยแต่มันก็น่าสนใจชวนติดตามอยู่ไม่น้อยเลย หน้าปกเขียนว่า อ่านดวงชนะกรรม โดย มณฑาณี ตัณติสุข หนังสือของคุณโจ้ มณฑาณี ก่อนหน้าเล่มนี้ก็เคยผ่านตาเรามาบ้าง รู้สึกชอบในแนวความคิดของแก ถึงแม้เป็นหนังสือที่ถูกแปลมาจากหนังสือของฝรั่งแต่คุณโจ้ก็สอดแทรกทัศนคติ ความเห็นส่วนตัวในเรื่องนั้นๆได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลเลยทีเดียว อ่านดวงชนะกรรมเป็นหนังสือที่พูดเกี่ยวกับ ดวง ที่หยิบยกเรื่องของกรรมเข้ามาผสมด้วย (Karma Astrology) จะออกแนวดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นการทำนายโดยใช้การตีความจากดาว วิธีทำนายโดยการอ่านจากดวงดาวนี้เป็นวิธีที่เค้าศึกษากันมานานมาก ขงเบ้ง ตัวละครที่เรารู้จักกันดีก็ใช้วิธีนี้ในการทำนายเหมือนกัน สำหรับเราเองพอได้อ่านหนังสือของคุณโจ้เล่มนี้ก็รู้สึกสนใจในศาสตร์นี้ รู้สึกว่ามันเท่ห์จังเลยอ่ะ มีดาว ชื่อดาว มีสัญลักษณ์ มีที่มาที่ไปมาจากประวัติของเทพเจ้าต่างๆ มีเส้นโยงไปโยงมาระหว่างดาว มีดาวเข้าแกน มีการทำมุมของดาวเป็นองศา ลิปดา มีดาวตรีโกณ ซึ่งคนอย่างเราดูไม่รู้เรื่องเลยอ่ะ (ฮา) และอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ดึงดูดความสนใจเราได้อย่างมากก็เพราะมีการพูดถึงเรื่องของกรรม มีการเชื่อมโยงเรื่องราวของกรรมเข้าไปผสมอีกด้วย หลังจากหนังสือของคุณโจ้เล่มนี้ผ่านตาไป ก็พยายาม search จากอากู๋ (google) search ไป search มา มันก็ลิงค์ไปเรื่องเกี่ยวกับยูเรเนี่ยน (Uranian) ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่า มันไปเชื่อมโยงกับการ Karma Astrology ที่คุณโจ้พูดถึงในหนังสือยังไง รู้แค่ว่ามันใช้วิธีทำนายจากการอ่านดาวเหมือนกัน ก็เลยลองอ่านๆที่เค้าเขียนกันตามเวปไซด์ สุดท้ายเลยไปจบด้วยความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นไปใหญ่ ตัดสินใจไปลงเรียนกับอาจารย์ทางนี้ท่านหนึ่ง ก็ถามอาจาร์ยแกตั้งแต่แรกว่า Uranian Astrology กับ Karma Astrology มันเหมือนหรือต่างกันยังไง ก็ได้คำตอบว่า ของผมที่สอนคือ pure uranian ไม่ใช่ลูกผสม เราก็อืม ไม่เป็นไร อย่างน้อยการเรียนที่อาจาร์ยว่าก็คงเป็นพื้นฐาน หากในอนาคตข้างหน้าเราสนใจจริง การจะจับเอาไรมาผสมก็เป็นเรื่องของเราแล้วระ (นึกไปแล้วก็ยังไม่รู้เลย อย่าว่าแค่จะจับเรื่องของกรรมมาผสมเลย แค่เอา pure uranian ที่อาจาร์ยว่า เรามันจะรอดไหมเนี๊ยะ) แค่เรียนไปครั้งเดียวเราก็ชักเกิดความไม่มั่นใจในตัวเองขึ้นมาแล้ว เพราะ ปัญหาใหญ่ในการเรียนของเรา คือ การไม่ชอบท่องจำ ! มันก็คงเป็นอุปสรรคและไม่ใช่แค่เพียงอุปสรรคในการเรียน uranian astrology เท่านั้นแต่มันเป็นอุปสรรคในการศึกษาเล่าเรียนของเราตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว หรือว่ายิ่งแก่สมองมันยิ่งฝ่อก็ไม่รู้ อาจาร์ยให้ท่องดาว 22 ดวง ความหมายทั้งหมดของดาว แหม พอท่องจำได้แล้ว แค่ผ่านไปอีกวันทำไมมันจำไม่ได้ขึ้นมาอีกระ ความจำเราสั้นขนาดนั้นเชียวรึ ? หรือเพราะห่างหายจากการร่ำเรียนมานานก็ไม่แน่ใจ เลยเริ่มคิดย้อนกลับไปสมัยเรียนหนังสือตอนเด็กว่า เราอ่านหนังสือยังไง นึกภาพก็ไม่เห็นจะมีช็อตอ่านแบบท่องจำเลยสักครั้ง แล้วชั้นผ่านมาได้งัยเนี๋ยะ?ไปลอกข้อสอบเค้ามาตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาโท เลยเหรอ??? ไม่ใช่แน่ระ คิดยังไงก็คิดไม่ออก จนไม่เอาระ เลิกท่อง จำไม่ได้ก็ปล่อยมัน ไม่เครียดไม่กดดันตัวเองดีกว่า หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นอ่านหนังสือเกี่ยวกับ uranian แทน พออาทิตย์นึงผ่านไป ทำไมพอไปดูรูปดาวอะไร เราก็รู้ว่าเป็นดาวอะไรความหมายไปในแง่ไหน ถึงแม้จะจำความหมายของดาวได้ไม่หมดตามที่อาจาร์ยให้ชีทมาท่องแต่ก็พอนึกภาพออก เฮ้ย..ทำไมเป็นอย่างงี้ หยุดท่องไปตั้งนาน จู่ๆ ดัดจริตทำมาเป็นรู้ขึ้นมาซะงั้น คนเรานะบางครั้งความไม่เข้าใจตัวเองก็ทำเอานั่งงงไปได้พักใหญ่เหมือนกัน พอค่อยๆ คิดก็เลยเริ่มรู้ตัวว่าไอ้สิ่งที่ผ่านมาทั้งชีวิตมันเรียนรู้จากการเข้าใจไม่ใช่จากการท่อง ซึ่งคนอื่นเป็นยังไง มีวิธีการเรียนรู้กันอย่างไรเราไม่รู้ แต่ตัวเรามันต้องแบบนี้ อ่านกันดีๆนะ เราไม่ได้บอกว่า การท่องเพื่อให้จำไม่ดีนะ แค่เราบอกว่า เราทำไม่ได้ เราท่องแล้วมันไม่จำมันก็แค่นั้นเอง ถ้าท่องแล้วจำบวกกับเข้าใจจากการอ่านไปด้วย มันคงสุดยอดมาก คงเรียนรู้ได้เร็วมาก แต่เราก็ไม่อยากซีเรียสอะไรมากมาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเสียตังค์ เสียเวลา ไปเรียนแล้วปล่อยปละละเลย อันนั้นก็ไม่ใช่แล้ว ปล่อยมันเป็นไปเรื่อยๆ สบายๆดีกว่า ไม่ได้ตีกรอบว่าตัวเองต้องเรียนรู้เร็วหรือจะเรียนให้รู้แบบเอาเป็นเอาตาย ให้เก่ง ให้เป็น expert อะไรขนาดนั้น งานประจำที่เป็นลูกจ้างเค้ารับเงินเดือนจากเค้าทุกเดือนก็ยังคงต้องรับผิดชอบเต็มๆอยู่ บางช่วงมีอะไรพิเศษเข้ามาก็ต้องใช้เสาร์อาทิตย์และนอกเวลางานทำเพิ่มเติมกันไป ดังนั้นกว่าจะเรียนยูเรเนี่ยนให้รู้เรื่องคงใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว อย่าไปกำหนดกฎเกณฑ์อะไรเลย และเราก็คอยบอก (หรือคอยปลอบ) ตัวเองเสมอว่าอายุจะ 40 แล้ว ยังไงสมองมันก็คงไปไม่ได้เร็วเหมือนช่วงวัยรุ่นหรอก เรื่องเครียดมีอยู่เต็มไปหมดอย่าไปเพิ่มเรื่องเครียดกดดันเรื่องการเรียนยูเรเนี่ยนเข้าไปกับชีวิตอีกเลยนะ พูดไปทำให้นึกถึงประโยคหนึ่งที่เขียนไว้ในหนังสือ อ่านดวงชนะกรรม ของคุณโจ้ซึ่งเราชอบมาก เค้าเขียนว่า…ยังไม่ถึงเวลา ปัญญายังไม่ถึง….

จริงๆ การเรียนรู้อะไรสักอย่างมันก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็คงไม่ยากเกินถ้ามีความใส่ใจมันเพียงพอ รวมถึงยูเรเนี่ยน ที่เรากำลังพูดถึงนี้ด้วย เคยมีคนถามเราว่าโหราศาสตร์มีหลายแขนงมากทำไมถึงเลือกเรียนยูเรเนี่ยนซึ่งต้องใช้เวลาเรียนค่อนข้างนานกว่าอย่างอื่น ยูเรเนี่ยนจะลงรายละเอียดเยอะและมีความซับซ้อนมากพอสมควร รวมทั้งค่าใช้จ่ายก็สูงด้วย อืม ก็อย่างที่เขียนไว้ตั้งแต่ต้นนั้นแหละ มันเกิดจากหนังสือของคุณโจ้ มณฑาณี แท้ๆ อีกอย่างเราก็ไม่รู้เราเข้าใจถูกหรือผิด ที่คิดว่ายูเรเนี่ยนมันดูเป็นวิทยาศาสตร์ดี มีมุม มีองศา มีลิปดา มีตรีโกณ แต่…ก็มานั่งนึกนะ แล้วไง? เป็นวิทยาศาสตร์แล้วมันยังไง เอ…น่าจะเป็นว่าการเป็นวิทยาศาสตร์มันดูเป็นเหตุเป็นผลดีมั้ง มีสูตรการคำนวณ มีที่มาที่ไป รวมทั้งเห็นว่าต้นกำเนิดยูเรเนี่ยนนี้มาจากประเทศเยอรมันนีด้วย คือไม่ใช่ว่าเราจะบ้าฝรั่ง แต่แค่คิดว่าความเป็นตะวันตกอย่างเยอรมันก็น่าจะมีเหตุผลอะไรรองรับมากพอสมควรในการคิดค้นอะไรขึ้นมาสักอย่างแหละนะ เราเชื่อว่าโหราศาสตร์เป็นเรื่องของสถิติ เราก็อยากรู้ไอ้ที่ว่าเป็นสถิตินี่แหละว่าเค้าเก็บสถิติกันยังไงถึงออกมาเป็นโหราศาสตร์แต่ละแขนงได้ ว่ากันไปแล้วไม่ว่าจะเป็นยูเรเนี่ยนที่ถือกันว่าเป็นโหราศาสตร์สากล โหราศาสตร์ไทย หรือจีน หรือฮินดู หรืออะไรต่อมิอะไร แต่ละอย่างมีความลึกลับ น่าค้นหา มีเสน่ห์ในตัวมันเองทั้งนั้น เราถือว่าสุดยอดหมดและเราก็จะไม่ชอบเอาซะเลยเวลาได้ยินคนประเภทที่ชำนาญเรื่องใดหรือศาสตร์ใดแล้ว ไปดูถูกศาสตร์ของคนอื่นเค้า เราเคยเห็นตามเวปไซด์ต่างๆ จะมีกระทู้ของคนที่เรียนยูเรเนี่ยนจำนวนไม่น้อย เที่ยวไปดูถูกวิชาของคนอื่นว่า ล่องลอยบ้าง ไม่มีที่มาที่ไปบ้าง โอ้อวดว่าของตัวเองเจ๋งสุดแล้ว ไอ้พวกยกตนข่มท่านทั้งหลายเอ๋ย ว่างๆช่วยตักน้ำใส่กระโหลก…. กันบ้างนะ ว่าคนข้างนอกเค้ามองคุณยังงัย สมเพศคุณขนาดไหน…เฮ้อออ

เอาละ ไม่ไปไกลดีกว่าเพราะจะเปรียบเทียบไปตอนนี้ก็เหมือนเรายังเป็นวุ้นอยู่เลย ซึ่งไม่รู้นานไป มันจะแท้งไม่ทันคลอดออกมาเป็นรูปเป็นร่างหรือเปล่า อย่าพึ่งไปคิดว่ามันจะโตอย่างมีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพเลย รอดูกันไปสัก 1 ปีแล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังใหม่ว่า การศึกษาศาสตร์นี้ของเราจะเป็นไง ได้เรื่องขนาดไหนบ้าง หากใครรู้หรือมีคำแนะนำก็ช่วยบอกกล่าวกัน ช่วยแนะนำเป็นวิทยาทานให้ด้วยระกันนะ

เด็กดำสมาชิกใหม่แนวแร๊พโย่ววว

Written By: Arttaya - มี.ค.• 31•11

ไม่มีโอกาศเขียนเป็นเรื่องเป็นราวอีกตามเคย เนื่องจากมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกตัว เฮอๆๆๆ วุ่นวายมากกกกก….มันมืดมาก เป็นเด็กดำปี๊ดปี๋ ชื่อว่า โซโลม่อน (Solomon) ชื่อออกจะยาวนิดนึงแต่ตั้งใจให้มีความหมายไปในแนวเดียวกับความหมายของชื่อของพี่ชายเคนโด้ ที่แปลว่าวิถีแห่งดาบ ชื่อ โซโลม่อน ก็เอามาจาก King Solomon ที่ถือกันว่าเป็นผู้ที่มีความฉลาด มั่งคั่งและมีอำนาจ นอกนั้นยังตั้งใจให้ชื่อไปคล้ายกับ ไซม่อน (Simon) หมาลาบราดอร์สีดำตัวแรกที่เสียชีวิตไปแล้วแต่ทุกคนในบ้านยังคิดถึงเค้าเสมอ จึงเป็นที่มาที่ไปของชื่อ เด็กดำตัวใหม่ที่รับมาจากฟาร์มเมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา ว่า “โซโลม่อน” ….To be continued.

สัก…ยันต์

Written By: Arttaya - ก.พ.• 28•11

มาเริ่มเขียนหัวข้อนี่เอาเมื่ออาทิตย์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์พอดีเพราะคิดหัวข้อเรื่องที่จะเขียนไม่ออก  2 วันที่แล้วได้คุยกับเพื่อนเรื่องการสักยันต์ เลยคิดว่า เอาเรื่องนี้ก่อนละกันก่อนจะปล่อยเวลาผ่านไปทั้งเดือนโดยไม่ได้เขียนอะไร  เริ่มยังไงกันดีละ ? ….ผ่านไป 1 อาทิตย์ก็ยังไม่ได้ลงมือเขียน สุดยอดดดด งั้น…เอาไว้ก่อนละกันนะ :-)

จากชเวดากองถึงความเชื่อทางเหนือ

Written By: Arttaya - ม.ค.• 31•11

ไม่นึกว่าวันหนึ่งจะหันมาสนใจเขียนสิ่งที่กำลังจะเขียนต่อไปนี้ มันเป็นช่วงเวลาเมื่อปีกว่าที่ผ่านมาที่น่าจดจำ  ถ้าย้อนกลับไปอ่านเรื่อง “แพ้เป็นพระ” ก่อนหน้านี้ที่เคยเขียนไว้ว่า ในเรื่องร้ายๆมักมีเรื่องดีซ่อนอยู่เสมอคงจะนำเอามาใช้ได้อีกครั้ง เส้นทางชีวิตคนเราคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป บางช่วงมันอาจไม่ใช่แค่ไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้เท่านั้นแต่กลับเป็นเศษแก้วที่เดินไปก็รั้งแต่จะทำให้บาดเจ็บตลอดเส้นทาง…แต่นั้น มันก็คือชีวิต มีทั้งเรื่องดีเรื่องเลวที่เข้ามาแบบทั้งรู้และไม่รู้ตัว   ส่วนจะมีเรื่องดีเรื่องเลวเข้ามามากน้อยแค่ไหนก็ต่างกันไปตามเรื่องราวในอดีตซึ่งได้ทำกันไว้ในแต่ละปัจเจกบุคคล หนีเหตุและผลนี้ไม่พ้นกันทั้งนั้น..ไม่เว้นแม้แต่ตัวเราเอง  ย้อนไปเมื่อประมาณต้นปี 2552 จนเข้าปี 2553 มีแต่เรื่องราวที่ทำให้เราไม่ค่อยสบายใจนัก เลยหาเรื่องออกเดินทางไปนู่นไปนี่ตามเรื่องตามราว ส่วนใหญ่จะไปทางเหนือ แพร่ น่าน ลำปาง สุดท้ายก็ออกไปพม่าในระยะเวลาไม่ห่างกันนัก พม่าเป็นประเทศที่ไม่เคยอยู่ในหัวเลยนะว่าจะต้องไปในชีวิตนี้แต่ก็นับเป็นเรื่องบังเอิญหลายอย่าง  สำหรับความเห็นส่วนตัวเราเองแล้วหากใช้คำว่าบังเอิญคงจะไม่ถูกต้องนัก แอบมีความรู้สึกว่าไม่มีความบังเอิญในโลกถ้าจะมีก็คงมีแต่เรื่องที่เขาลิขิตเอาไว้แล้วต่างหาก  ลิขิตที่เราว่ามันไม่ได้หมายถึงดินลิขิต ฟ้าลิขิตหรืออะไรต่อมิอะไรลิขิตแต่มันคือเรื่องของกรรมต่างหากและถ้าจะพูดกันถึงเรื่องของกรรมก็คงต้องว่ากันยาว  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา  อย่าได้เหมารวมโทษกรรมไปซะหมด  ไม่ใช่ว่าหกล้ม หัวทิ่ม หมากัด ส้วมแตก โทษเป็นเพราะกรรมทุกอย่าง   มันยังมีอีกหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง   อาจจะเป็นกรรมใหม่ที่เราทำหรือเป็นผลของกรรมเก่า   หรือมันอาจเป็นเพียงการกระทำเฉยๆ ที่ไม่จัดเป็นกรรมก็ได้   ค่อนข้างจะสลับซับซ้อนกันทีเดียว ไปหาอ่านกันเอาเองนะเพราะหนังสือหนังหาเรื่องนี้คงมีให้ศึกษากันเยอะ แหม..พอเขียนถึงเรื่องลิขิตตรงนี้ทำให้นึกถึงเพลงเพลงหนึ่ง  “ข้าขอลิขิตชีวิตข้าเองไม่เกรงดินฟ้าอีกพื้นพสุธาพยายมพรหมอินทร์ทั่ว….” เพราะนะเพลงนี้เราชอบมาก เอาละ ออกนอกเรื่องไปกันใหญ่  เข้าเรื่องกันดีกว่า ถึงไหนแล้วละน่ะ เอาเป็นว่าเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปประเทศพม่าก่อนเลยละกัน มันยังงี้ เริ่มจากเมื่อหลายปีก่อนมีชาวพม่าได้ติดต่อขอซื้อสินค้าจากคลินิคพี่เอสซึ่งเป็นพี่ชายของเราเอง ซื้อขายกันมาเรื่อยๆ จนธุรกิจก็ทำให้กลายเป็นเพื่อนกันในที่สุด ตัวพี่เอสเองก็มีโอกาศเดินทางไป พม่าหลายครั้งและก็ยังชอบอะไรหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม ผู้คนชาวพม่า ศิลปวัฒนธรรม พี่เอสไม่เคยเบื่อที่จะไปพม่าไม่ว่าจะเดินทางไปสักกี่ครั้งก็ตาม  และเมื่อปลายปี 2552 นี้เองก็เป็นครั้งแรกที่พี่เอสได้ชวนเรารวมทั้งพ่อแม่เดินทางไปด้วยกันในครั้งนั้น พวกเราไม่ได้เดินทางไปกับทัวร์แต่ไปกันเองเพราะมีเพื่อนชาวพม่าคอยดูแลเทคแคร์อยู่แล้วที่นั้น  ตอนอยู่ในพม่าก็ได้ไปหลายที่ ย่างกุ้ง  หงสาวดีหรือที่คนพม่าเรียกว่า “พะโค” หรือ “บะโค” จะไปตามวัดวาอาราม ศาสนสถานต่างๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะพม่าเป็นเมืองพุทธ  ประมาณ 92 เปอร์เซนต์ของคนพม่านับถือพุทธและเป็นพุทธที่เคร่งครัดอีกด้วย  รวบรัดตัดตอนเอาแต่ที่ประทับใจสุดๆ เลยก็ตอนที่ไปมหาเจดีย์ชเวดากองของพม่าเขานั้นแหละ  ความรู้สึกแรกที่ได้เห็นมันเหมือนอะไรมาสะกดให้จ้องมองแบบ…โอ้ บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้อ่ะ … นี่คืออาการพูดไม่ออกจริงๆ เหลืองอร่ามไปทั่ว ไม่แปลกใจที่เขาเรียกกันว่า “มหาเจดีย์” เพราะชเวดากองไม่ได้เป็นเจดีย์เดียวโดดๆ นอกจากจะมีเจดีย์ชเวดากองที่ตั้งตระง่านอยู่แล้ว พื้นที่รอบๆ ก็รายล้อมไปด้วยเจดีย์ทองเล็กๆน้อยๆ บวกกับสถาปัตยกรรมอีกหลายอย่าง เช่นรูปปั้นสัตว์ในตำนาน  สถูป  วิหาร ตามประวัติแล้วชเวดากองมีพระเกศาธาตุจำนวน 8 เส้นของพระพุทธเจ้าบรรจุอยู่ข้างในรวมทั้งพระบริโภคเจดีย์ของพระอดีตพระพุทธเจ้าทั้งสามองค์ จึงทำให้สถานที่นี้มีความศักดิ์สิทธิ์สำหรับพุทธศาสนิกชนมาก  อีกอย่างมาที่นี้เป็นกฎเคร่งครัดว่าห้ามใส่รองเท้า ถุงเท้าแม้กระทั่งถุงนองก็ห้าม เขาเคร่งครัดมากๆ  ชเวดากองสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 2,500 ปีที่แล้ว  “ชเว” แปลว่า ทอง ส่วน “ดากอง” คือ ชื่อเดิมของ ย่างกุ้ง รวมกันก็คือ “เจดีย์ทองแห่งเมืองดากอง” ไม่มีอะไรที่จะเหมาะสมไปกว่าชื่อนี้แล้วนะเราว่า เพราะแทบจะทุกสถาปัตยกรรมข้างในนั้นทำไปด้วยทองเหลืองอร่ามตระการตาไปหมด  คุณคิดดูสิสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยทองใหญ่โตมโหฬาร อีกทั้งบนยอดสุดของพระเจดีย์ก็ประดับด้วยเพชร 5,448  เม็ด บนสุดมีเพชรเม็ดใหญ่อยู่ 76 กะรัตและทับทิมอีก 2,317 เม็ด  ช่างมโหฬารและสมเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกจริงๆ  เจดีย์ชเวดากองยังถือว่าเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย  อยากให้คุณได้ไปเห็นด้วยตาคุณเองมากกว่าที่จะมานั่งอ่านเอาตามหนังสือหรือตามเวปไซด์ของความอลังการของชเวดากอง  หมายเหตุกันสักนิด หากคุณคิดจะไปช้อปปิ้งในพม่า อย่าไป หากคุณคิดจะเอาความสะดวกสบาย อย่าไป หากคุณคิดจะไปเอาความศิวิไลน์ งั้นเลือกไปที่อื่นเถอะ  อย่าไปเลยพม่าน่ะมันไม่มีหรอก  ว่ากันเรื่องพระธาตุแล้วก็ขอวกกลับเข้ามาเรื่องนี้อีกทีเลยละกัน  ปี 2552 เป็นปีของการนมัสการพระธาตุตามสถานที่ ต่างๆ ของเราโดยแท้ ตอนไปน่านก็ไปไหว้พระธาตุแช่แห้ง  ไปแพร่ก็พระธาตุช่อแฮ่  ลำปางก็พระธาตุลำปางหลวง  นับเป็นวาสนาของเราที่มีโอกาศไปนมัสการสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเวลาไล่เลี่ยกันอย่างนี้ มันอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกเลย  นี่คือครั้งแรกของเราที่ได้ไปทางแหนือและมีโอกาศได้สัมผัสกับอะไรที่หาไม่ได้ง่ายดายนัก   วัฒนธรรมประเพณีทางเหนือเป็นวัฒนธรรมที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ คนเหนือมีหลายอย่างที่คนอย่างเราไม่เคยได้รู้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อ ทัศนคติ พิธีกรรมเครื่องรางของขลัง ตอนไปแพร่ได้ไปนั่งคุยกับพระองค์หนึ่งท่านศึกษาเรื่องเครื่องรางของขลัง เป็นเรื่องที่เราไม่เคยรู้ เลยนั่งคุยกับท่านยาวทีเดียว ท่านเอาหนังสือประวัติรูปภาพต่างๆ มาให้ดู ท่านได้เล่าเรื่องครูบาอาจารย์ทางด้านนี้ให้ฟังซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียวเพราะคงหาโอกาศยากที่จะได้เห็นด้วยตาได้รู้สิ่งที่เป็นเรื่องเฉพาะของทางเหนือ อย่างยันต์รูปม้าเสพนาง ชื่อก็บอกอยู่ไม่ต้องอธิบาย  ใครไม่รู้มาเห็นยันต์รูปนี้ก็คงว่าลามก เล่นไสยศาสตร์  (ไสยะหมายถึง ความหลับไหล พุทธะ หมายถึง ผู้ตื่นแล้ว) แต่ไสยศาสตร์เองมันก็แบ่งเป็นไสยดำ ไสยขาว ต้องแยกกันให้ออก พระอาจารย์ที่ศึกษาทางด้านนี้ที่เป็นฝ่ายธรรมะ ก็จะศึกษากันในเรื่องของไสยขาว เพื่อใช้สงเคราะห์ให้กับบรรดาชาวบ้าน ผู้ให้ข้าวให้น้ำอาหารเลี้ยงดูผู้ปฎิบัติธรรม  พวกพ่อมดหมอผีก็จะออกแนวไสยดำมนต์ดำที่ทำของใส่คนนู้นคนนี้หรือไอ้พวกเล่นของนั้นแหละ อันนั้นทางต่ำอย่าไปยุ่งกับมันเชียว ไสยขาวก็เรียนรู้กันเพื่อแก้ไสยดำ  พวกเบี้ยแก้  ตะกรุด สีผึ้ง หรือพวกวัตถุมงคลประเภทเมตตามหานิยม  อะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง  ยันต์ม้าเสพนางก็เป็นวัตถุมงคลด้านเมตตามหานิยมอย่างหนึ่ง  ลองไปหาอ่านศึกษากันดูแล้วกันหากสนใจ  กลับมาเรื่องพระธาตุ การไหว้พระธาตุเป็นความเชื่อดั่งเดิมของชาวล้านนา  เขามีความเชื่อเรื่องการกราบไหว้บูชาพระธาตุตามนักษัตรของตัวเอง หากได้กราบไหว้จะเป็นมงคลแก่ชีวิต คนเกิดปีกระต่ายก็ให้ไปไหว้พระธาตุแช่แห้งที่น่าน คนเกิดปีมะโรงให้ไปไหว้พระธาตุเจดีย์วัดพระสิงห์ ที่เชียงใหม่  คนเกิดปีระกาให้ไปไหว้พระธาตุหริภุญชัย ที่ลำพูน  ส่วนคนเกิดปีมะเมียก็ให้ไปไหว้พระธาตุเจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่านู้น แต่หากไม่มีโอกาศไปพม่าก็ยังมีพระธาตุเมืองตาก ซึ่งอยู่ที่จังหวัดตาก จำลองมาจากพระธาตุชเวดากอง แต่จะไม่ใหญ่โตมโหฬารเท่า  ความเชื่อเรื่องพระธาตุนอกจากให้ไหว้ตามนักษัตรปีเกิดแล้ว ความเชื่อของชาวล้านนายังมีเรื่องของการกราบไหว้พระธาตุประจำวันเกิดกันอีก เช่น คนเกิดวันอาทิตย์ให้ไปกราบพระธาตุพนม  คนเกิดวันพุธให้ไหว้พระธาตุมหาชัย  ยังไงก็แล้วแต่สิ่งที่เราเล่ามาทั้งหมดก็เป็นความเชื่อ ชื่อก็เรียกอยู่แล้วว่า ความเชื่อ ส่วนคุณจะเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ  ก็ต้องเลือกกันเอาเอง  ความเชื่ออยู่คู่คนเรามาตลอดอยู่แล้ว  หากเชื่อในสิ่งที่ไม่ได้ทำร้ายคนอื่น เชื่อในสิ่งที่ทำแล้วสบายใจขึ้น เราก็ไม่เห็นว่าความเชื่อนั้นจะเป็นสิ่งไม่ดีอะไร…หรือคุณว่าไม่จริง ?

แพ้เป็นพระ…

Written By: Arttaya - ธ.ค.• 31•10

คุณเคยโกรธกันบ้างไหม? ถ้าถามกันแบบนี้มันคงฟังดูงี่เง่ายังไงก็ไม่รู้  ใครมันจะไม่เคยโกรธกันละหรือคุณจะเถียงว่ามันต้องมีสิ ?  เอาเป็นว่า มันอาจจะมีแต่เรายังไม่เคยเห็นคนประเภทนั้นเลยนะ เรื่องของเรื่องตั้งใจจะถามว่า พวกคุณโกรธกันบ่อยแค่ไหนมากกว่า แล้วเวลาโกรธคุณรู้สึกกันยังไง? เชื่อว่าคำตอบที่ได้คงหลากหลาย ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์เดินดินอารมณ์ตัวนี้คงไม่หนีห่างเราไปไหน อารมณ์พื้นฐานของปุถุชนคนธรรมดานี่แหละ ตะกี้ตัวเราเองก็พึ่งสงบจิตสงบใจจากอารมณ์นี้ได้ พอตั้งสติคุมมันอยู่ได้จะนึกโมโหตัวเองทุกครั้งไปว่าปล่อยให้จิตหลุดไปตามอารมณ์นี้อีกแล้ว เขียนแบบนี้คุณอย่าพึ่งคิดว่าเราเป็นคนขี้โมโหอะไรนิดอะไรหน่อยก็ยอมไม่ได้ ไม่ขนาดนั้นนะคุณ มันก็นานๆ ทีนะแหละ อายุขนาดนี้แล้วถือว่าเราใจเย็นควบคุมอารมณ์ได้มากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้นและประสบการณ์ชีวิตที่ได้ผ่านได้พบมา แต่ก็ไม่ใช่ว่าใจมันจะนิ่งไปแล้วนะ แค่บอกว่า คุมได้มากขึ้นเท่านั้นเอง…แหม ก็อายุขนาดนี้แล้วนี่หน่า แต่อย่าให้เล่าถึงสมัยวัยสะรุ่นนะ คุณเอ๊ย..ใจมันยังกับไฟ ใครทะลึ่งมาทำอะไรเราก่อน ต้องมีการเอาคืนกันบ้างละ  พออายุเริ่มมากขึ้นมันก็เริ่มเหนื่อยกับการคิดโกรธแค้นเอาคืนน่ะ คุณเคยมั้ยเมื่อถึงจุดนึงในชีวิต ทุกครั้งที่เจออะไรหนักๆ จะเริ่มหันกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า ทำไมเขาต้องทำแบบนี้กับเรา ทำไมเขาคิดแบบนี้กับเรา แล้วทำไมเราต้องโมโห ทำไมชีวิตถึงเป็นอย่างนู้น ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ทำไม ทำไมและทำไม คำถามร้อยแปดพันเก้าวนอยู่ในหัว กลไกความคิดมนุษย์บางทีมันก็สุดซับซ้อน แต่คิดให้หัวระเบิดมันก็ไม่มีประโยชน์  สำหรับเราเองเหตุการณ์ที่ถือว่าสุดๆแล้วในชีวิตก็ตอนไปอยู่ที่กาน่าเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว  กาน่าเป็นประเทศอยู่ในแอฟริกาตะวันตกเป็นประเทศเปิดที่มีหลากหลายเชื้อชาติเข้าไปทำธุรกิจเพราะการแข่งขันยังน้อยและเราเองก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าไปประเทศนี้ด้วยเหตุผลเดียวกัน ช่วงที่อยู่ที่นั่นมีเหตุการณ์หลายอย่างทำให้เราโกรธ เคียดแค้น อยากเอาคืนสารพัด เครียดก็เครียด ชีวิตไม่นิ่งไม่เป็นสุขเลย  เลวร้ายที่สุดเมื่อมันทำอะไรเราไม่ได้  มันก็เล่นของใส่กันเลย  เชื่อไม่เชื่อก็ต้องเชื่อถ้าไม่เจอด้วยตัวเองครั้งนั้น ไว้วันหลังมีเวลาจะเขียนเรื่องไอ้พวกมนต์ดำวูดูของแอฟริกาให้ได้อ่านกัน จะบอกว่าไอ้ช่วงที่ไปอยู่นู้นทั้งโกรธทั้งแค้นหาทางเอาคืนกับไอ้คนที่ทำร้ายเรา  อารมณ์เราไม่เป็นสุขเลยคิดแต่จะเอาคืนกับคนที่มันทำจนบางทีเหนื่อยมาก ทรมานกับความคิดตัวเอง จนถึงจุดพีคที่สุด ณ เวลานั้น เลยลองนั่งนิ่งๆ บางทีเวลาคนเราไม่เห็นคำตอบในชีวิต ได้แต่ตั้งคำถามอย่างนู้นอย่างนี้กับตัวเอง ท้ายที่สุดมันไม่มีอะไรตอบเราไปได้ดีกว่าหลักคำสอนของศาสนาเลย อันนี้เราจะไม่ก้าวไปไกลว่าหลักอะไร เอาเป็นว่าสำหรับเราได้คำตอบมาแล้วแหละ พอได้คำตอบมามุมมองความคิดอะไรมันก็เริ่มเปลี่ยน จากโกรธแค้นกลายมาเป็นนึกขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไม่ว่ามันจะดีหรือเลวเพราะมันคือประสบการณ์ทั้งนั้น ในส่วนของความเลวร้ายที่เกิดขึ้นมันกลับทำให้เราเปลี่ยนแปลงมุมมองทัศนะคติกับอะไรหลายๆอย่าง ออกจะเห็นใจสงสารพวกเขาที่ทำกับเราด้วยซ้ำที่ยังวนเวียนอยู่กับความคิดเดิมๆ คือความต้องการเอาชนะไม่ว่าจะเป็นวิธีการที่สกปรกโสมมขนาดไหน  ถึงแม้เหตุการณ์ร้ายๆจะเกิดขึ้นกับเรา ณ วันนั้น เราก็ยังเชื่ออยู่เสมอว่าในเรื่องร้ายมักมีมุมดีๆซ่อนอยู่ในตัวมันเองเสมอ  ที่เราเล่ามาทั้งหมดแค่อยากยกตัวอย่างเรื่องตัวเองให้คุณได้ฟังกันเผื่อจะเป็นอุทธาหรณ์ให้คุณที่กำลังมีความโกรธแค้นในใจฉุดตัวเองขึ้นมาจากอารมณ์ตรงนั้นเพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับความคิดแบบนั้นรั้งแต่จะเป็นการทรมานฆ่าตัวเองให้ตายไปกับไฟในใจตัวคุณเองเปล่าๆ เราจะไม่หยิบยกเอาทฤษฎีอะไรมาเขียนเพราะเราไม่ถนัดเรื่องทฤษฎีเอาซะเลย ขออนุญาตใช้เรื่องตัวเองที่คิดว่าพอมีประโยชน์บ้างเอามาเล่าสู่กันฟังละกัน จะว่าไปเรื่องทฤษฏีต่างๆบางคนเขียนหนังสือมีแต่ทฤษฎี สอนอย่างนู้นอย่างนี้แต่เขาไม่เคยเข้าใจปัญหา เราก็ยังงงว่าแล้วเขาจะเขียนหนังสือสอนให้คนเข้าใจกันได้อย่างไร บางทีนั่งอ่านหนังสือธรรมะหลายๆเล่มก็เล่นเอาซะงง เล่นไปลอกของคนนั้นมาที คนนี้มาที แล้วมายำเขียนวกไปวนมา อ่านแล้วพาลให้งงจนบางทีอยากจะถามว่า จะสื่อให้ใครรู้? คนเขาจะเข้าใจกันมั้ย? โอ้…แม่เจ้า ทำไปได้นะ กลับมาเรื่องอารมณ์โกรธกันต่อดีกว่า เราเขียนมาแบบนี้หลายคนคงด่าว่าเขียนยังกับมันทำง่ายนักนะ เราก็ไม่ได้คิดว่ามันง่ายหรอกไอ้การระงับความโกรธน่ะ จริงๆก็มีหลายท่านที่แนะนำเทคนิคระงับความโกรธ แต่สำหรับเราเองเทคนงเทคนิคในการระงับความโกรธทั้งหลายที่แพร่หลายให้อ่านกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น การล้างหน้ากินน้ำเย็น เดินหนีจากสถานการณ์ นับหนึ่งถึงสิบ สวดมนต์ เข้าห้องพระ หรืออะไรต่อมิอะไรหลายวิธีนั้น สำหรับตัวเราแล้ว เราไม่คิดว่ามันจะเป็นคำตอบ เราเชื่อในเรื่องของการใช้สติมากกว่า เอาง่ายๆเลย ตอนคุณโกรธคุณรู้ตัวเองไหมว่าคุณกำลังโกรธอยู่ ถ้าคุณโกรธแล้วคุณไม่รู้ตัวอันนั้นก็ยากหน่อย โกรธคุณก็ต้องรู้ว่าคุณโกรธอยู่ คนเรามันมีความโกรธความไม่พอใจด้วยกันทั้งนั้นแหละ คนดีไม่ใช่ไม่เคยโกรธ คนมีความโกรธก็ไม่ใช่คนเลว คนที่คุณเห็นว่าเขาไม่เคยโกรธเลยเราไม่เชื่อหรอก ตราบใดที่เขาเป็นมนุษย์เขาต้องมีอารมณ์นั้นแน่แต่ถ้าเขาไม่แสดงความโกรธให้คุณเห็นก็คือเขาสามารถระงับความโกรธได้เร็วมากไม่ใช่เขาโกรธไม่เป็นกันหรอก หลายวิธีที่สอนกันเรื่องระงับความโกรธเท่าที่เราเข้าใจแก่นแท้มันที่จริงก็คือต้องการสอนให้คนมีสติ คนที่ทำสมาธิเมื่อสมาธิเกิด สติมันจะมาเอง ดังนั้นมันขึ้นอยู่กับความเร็วในการมีสติควบคุมอารมณ์โกรธของแต่ละคนมากกว่า เมื่อความโกรธเข้ามามันก็คือการขาดสติ พอขาดสติมันก็ทำอะไรได้หลายอย่าง บางทีลงกับข้าวของ บางทีลงกับคนที่มันรักหรือมันก็ไปเอาคืนกับคนที่ทำมันเลย คนเราห่างธรรมะปล่อยให้จิตทางต่ำเข้าควบคุมจิตใจหวังจะแค่อยากจะเอาคืนกัน อย่างข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ แค่ขับรถปาดหน้ากัน มันเล่นกันถึงชักปืนขึ้นมายิงกัน โฮ้ ใจมันทำด้วยอะไรกัน คุณลองคิดแบบเรานะเผื่อจะช่วยคุณได้บ้าง เวลาใครมาปาดหน้ารถ เราคิดเสมอว่าพ่อมันอาจกำลังจะตาย ยายมันอาจกำลังจะเสีย มันต้องรีบไปให้ทันก่อนพ่อมันตายยายมันเสีย คิดแบบนี้ทุกครั้งมันก็ช่วยให้เราไม่โกรธไอ้พวกนี้ได้ดีเหมือนกันนะ ความโกรธการขาดสติมันไม่ได้เป็นผลดีกับใครเลย  คุณเคยได้ยินพวกทนายซักค้านพยานฝ่ายตรงข้ามกันในศาลบ้างไหม กลยุทธของทนายบางคน ก็ประมาณว่าหยอดคำถามให้ฝ่ายตรงข้ามโกรธ มีอารมณ์ ทำให้ขาดสติในการตอบคำถาม หรือเวลาสัมภาษณ์งาน การยิงคำถามของผู้สัมภาษณ์บางครั้งเขาก็ตั้งใจตั้งคำถามกวนประสาท ประมาณว่าอยากดูพฤติกรรมการควบคุมสติอารมณ์ของผู้ถูกสัมภาษณ์ว่าจะควบคุมได้ดีแค่ไหน ซึ่งมันก็จะมีผลต่อการรับหรือไม่รับคนคนนั้นเข้าทำงานในองค์กรของเขา  คุณเห็นไหมว่ามันสำคัญแค่ไหนในการมีสติ  ขาดสติเมื่อไหร่ ภาพพจน์ดีดีคุณหายไปเมื่อนั้น  เอายังงี้ เวลาอารมณ์ขึ้นคุณลองหันไปนึกถึงความดีของคนที่คุณโกรธ ทุกคนมีข้อบกพร่องกันทั้งนั้นแหละ หรือถ้าเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนคุณไม่รู้จะนึกถึงความดีมันได้อย่างไรเพราะขณะนั้นคุณเห็นแต่ความเลวของมัน คุณก็นึกถึงผลเสียของการโกรธแทนละกันว่า ลุคส์คุณเสียแน่แน่ คุณเคยเห็นไหมว่าไอ้พวกอารมณ์ขึ้นน่ะ ทั้งแววตามันก็เปลี่ยนเป็นดุร้าย  สีหน้าปฏิกิริยามันเป็นลบไปหมด  คุณจะเอาอย่างงั้นเหรอ ภาพพจน์ดีดีคุณหายไปหมดเพราะการไม่มีสติหรือความโกรธเพียงครั้งเดียว  สุขภาพคุณก็จะย่ำแย่ไปด้วยเพราะความเครียด เราว่าอะไรยอมได้ก็ยอมไป อะไรอภัยได้ก็ทำไปเถอะ เอาละ กว่าจะเขียนบทนี้เสร็จก็จะปีใหม่พอดี เขียนมาตั้งนานแล้วแต่แช่ไว้ไม่ได้หยิบมาเขียนให้จบสักที  ไหนๆ วันนี้ก็วันที่ 31 ธันวาคม 2553 จะเข้าปี 2554 อีกไม่กี่นาทีแล้ว เราก็ขอให้ทุกคนมีสติเพื่อยับยั้งความโกรธ  ทำได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่ที่แน่แน่มันมีผลดีกับตัวคุณเองไม่มากก็น้อยแหละนะ

คิดไม่ออก

Written By: Arttaya - พ.ย.• 30•10

ตั้งใจจะเขียนเดือนละครั้ง พฤศจิกา นี้ เขียนไม่ออก เจอกันธันวาเลยละกันท่านผู้อ่านนนน

เคนโด้ที่รัก ภาค 2

Written By: Arttaya - ต.ค.• 27•10

เคนโด้นับว่าเป็นหมาที่สุขภาพไม่ค่อยดีนักตอนที่ยังเด็ก ตอนอายุได้ประมาณ 6 เดือน เคนเริ่มมีปัญหาที่สะโพก พาไป X-ray หมอบอกว่ากระดูกข้อสะโพกของเคนมีปัญหา (Hip Dysplasia) โชคดีที่พี่ชายเราเป็นสัตวแพทย์คอยดูแลให้ยารวมทั้งทุกอาทิตย์เราก็จะพาไปว่ายน้ำ เล่าถึงตอนพาไปว่ายน้ำครั้งแรก เราอายมากเพราะพี่เคนเล่นเห่ากระจาย ซ้ำทำท่าขู่ชาวบ้านจะพุ่งไปกัดเขาอีก กว่าพี่เลี้ยงประจำสระว่ายน้ำจะเอาอยู่ฉุดกระชากลากถูกันซะหอบแฮ่ก เคนจะชอบโชว์แมนหากเห็นเราอยู่ด้วย เราเลยต้องหลบไปห่างๆไม่ให้เขาเห็น แอบมาดูอีกทีลงไปว่ายน้ำสนิทกับพี่เลี้ยงประจำสระพากันเล่นแย่งลูกบอลในสระว่ายน้ำวิ่งไล่สนุกสนานกันทั้งหมาทั้งคน หลังจากพาไปว่ายน้ำครั้งนั้นกลับมาบ้านวันไหนพอเห็นเราถือโซ่คล้องคอเท่านั้นแหละเป็นอันรู้กันว่ากำลังจะคล้องคอพาขึ้นรถไปว่ายน้ำ เคนจะกระโดดโลดเต้นตัวสั่นระรัวด้วยความดีใจ เราต้องบอกให้นิ่งก่อนบางครั้งน่ารำคาญมากต้องเดินหนีเพราะเล่นดิ้นไปดิ้นมาจะเอาโซ่คล้องคอก็ไม่ได้สักที พอเห็นเราเดินหนีก็วิ่งมาดักหน้าดักหลัง จนต้องมีการขู่ว่าถ้าไม่นิ่งใส่โซ่คล้องคอไม่ได้ก็ไม่พาไปนะ ซึ่งกว่าเคนจะสงบอารมณ์จนนิ่งพอประมาณแล้วเอาโซ่คล้องคอเขาได้ต้องใช้เวลาพักนึงเลยทีเดียว เคนกลายเป็นหมาติดเที่ยวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ใครเปิดประตูรถก็จะวิ่งถลาแทรกตัวขึ้นไปนั่งรอบนเบาะบางทีก็นั่งมันตรงเบาะคนขับเลยต้องถามกันว่าเคนจะขับเองเหรอลูก? มีอยู่ครั้งหนึ่งเราเปิดกระโปรงหลังรถเก็บของไม่รู้พุ่งตัวมาจากไหนกระโดดตะเกียกตะกายจะขึ้นแม้แต่กระโปรงรถ ต้องฉุดออกมาบอกว่าเคนเอ้ยมันเป็นกระโปรงรถไม่ใช่ประตูรถนะลูก…พูดไปแล้วกว่าจะขึ้นรถคล่องแบบนี้ครั้งแรกตอนขึ้นรถเคนจะทุลักทุเลมาก เคนจะใช้วิธีกระโดดจากพื้นขึ้นไปบนเบาะหลังทีเดียวเลยแต่ตัวเคนก็จะพาดคาเบาะคลับคล้ายคลับคลาเหมือนกบหรืออึ่งอ่างยักษ์ พอตัวคาก็จะใช้ขาหลังค่อยๆดันตัวเองขึ้นไป ท่าขึ้นรถจะดูน่าเกลียดมาก ตอนหลังเขาเริ่มเรียนรู้เพราะไปแอบดูหมาตัวอื่นที่สระว่ายน้ำว่าเขาขึ้นรถกันยังงัย เลยรู้ว่าที่ถูกต้องควรจะใช้ 2 สเตปในการขึ้นคือกระโดดขึ้นไปตรงที่วางเท้าก่อนแล้วค่อยกระโดดขึ้นเบาะอีกที ตอนว่ายน้ำเสร็จพี่เลี้ยงประจำสระก็จะจูงพามาส่งขึ้นรถกลับบ้าน ด้วยความไม่ดูตาม้าตาเรือ เห็นรถคันไหนเปิดประตูอยู่ก็วิ่งถลาจะไปขึ้นรถเขา พี่เลี้ยงก็ต้องเฮ้ยๆ เคน ผิดคันๆ เคนก็จะถอยออกมาทำเนียนเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น หลังจากพาไปว่ายน้ำประมาณ 3 เดือน ขาเคนก็ดีขึ้นอย่างมากแต่เราก็ต้องช่วยกันระวังกันให้ดีเพราะขาเขาก็ยังเป็นจุดอ่อนที่สุด พูดถึงน้ำกับลาบราดอร์เป็นของคู่กันนอกจากชอบว่ายน้ำแล้วเคนยังชอบเล่นน้ำหรืออาบน้ำด้วย ถ้าเห็นเรานั่งอยู่ตรงที่เคยอาบน้ำให้เขาเมื่อไหร่ เคนจะเดินมาหยุดตรงหน้าแล้วนิ่งๆ แปลว่าผมพร้อมแล้วคับ ราดน้ำมาใส่ผมได้เลย พออาบเสร็จถึงตอนเป่าขน จะเป็นช่วงที่เคนเบื่อที่สุดจะถอนหายใจหลายรอบ (ถอนหายใจจริงๆนะ) เพราะกว่าจะแห้งจะใช้เวลานานมาก ใครว่าหมาขนสั้นจะเป่าให้แห้งเร็วได้ โอยยย นานกว่าหมาขนยาวอีกนะคุณเพราะถึงขนเคนจะสั้นแต่หนามากต้องเป่าจนมั่นใจว่าแห้งไม่งั้นจะชื้นและเป็นผื่นแดงๆที่ผิวหนังทุกที ช่วงหน้าฝนเคนจะเปรมมากครั้งหนึ่งเห็นพี่เคนนอนแผ่หลับตากฝนสบายอารมณ์เราหัวใจจะวาย รีบตะโกนเรียกให้หลบเข้ามาในร่ม หลับเข้าไปได้ยังไงกลางฝน ! ตอนหลังฝนตกเมื่อไหร่ก็จะไล่เข้าในบ้านทุกที ไม่งั้นจะชอบทำไม่รู้ไม่ชี้เดินเฉียดน้ำฝนไปมาแล้วก็จะอับชื้นเหม็นสาบมาก เคนโด้มีอะไรให้เรายิ้มเพราะความตลกได้เสมอแต่เคนก็ทำให้เราต้องขมวดคิ้วไม่เข้าใจพฤติกรรมบางอย่างได้เหมือนกัน ทำไมเคนถึงเป็นหมาที่ไม่แสดงความรู้สึกเวลาเรากลับบ้าน ไม่เคยเห็นเคนแสดงออกทางสีหน้าแววตาว่าดีใจที่เห็นเราเลย เคนจะมองเฉยๆ คงคิดว่า “แค่ไปเช้ากลับเย็นจะให้ผมดีใจอะไรนักหนา” ให้ตายสิ..แม้แต่กระดิกหางยังไม่มีให้เห็น แต่ถ้าโน้น ลองหายไปเกินวันดูสิ กลับมาบ้านทีไรโดดทับเลียหน้าเลียตาเล่นเอาเราหงายหลังทุกที ตัวก็ทั้งใหญ่ทั้งอ้วนเราจะผลักออกก็ไม่ไหวต้องปล่อยให้แสดงออกถึงความดีใจสุดๆจนกว่าจะสงบสติไว้ได้เอง…เคนจะเป็นที่รักของป้าๆน้าๆ โดยป้าๆน้าๆจะมีของฝากกลับมาให้เคนบ่อยๆ ขนมจากป้านุ้ย ป้าอุ้ม ตุ๊กตาหมาน้อยจากน้าตุ่ย สร้อยคอสลักชื่อจากน้ายู้ โดยป้านุ้ยนี่แหละชอบทำหลานเสียนิสัยเข้ามาบ้านทีไรเอาขนมโดโสะมาให้หลานทุกทีจนทุกครั้งเห็นรถป้านุ้ยมาเทียบหน้าบ้านตัวจะสั่นเป็นเจ้าเข้าเพราะรู้ว่าป้านุ้ยมีอะไรติดไม้ติดมือมาให้ผมแน่ๆ (เราเคยบ่นว่าไม่ต้องเอาอะไรให้กินแล้วอ้วนจะเป็นหมูแล้ว แต่ป้านุ้ยแกบอกว่าหลานผอมมากต้องบำรุง…ผอมตรงหนายยยยเนี๊ยะ ?) เคนเป็นหมาที่วันๆ จะคิดแต่เรื่องกิน จมูกจะไวมากถ้าใครในบ้านถือของกินในมือ เขาจะวิ่งไปคาบตุ๊กตามาสักตัว (ตอนนี้มี 5 ตัว หลินปิง ชินจัง สิงห์โต หมาน้อย นกยักษ์) คาบมาแล้วก็จะเอามาดุนๆ คนที่ถือของกินอยู่ คือจะเอาตุ๊กตามาขอแลกกับของกิน ใครเปิดตู้เย็นก็จะเดินเอาตัวเข้ามาแทรกกลายเป็นหมาตู้เย็นทุกที เคนจะคิดแต่เรื่องกินซะเยอะ กินมันเกือบทุกอย่างจนรูปร่างผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น กลับมาเล่าถึงนิสัยอย่างอื่นนอกจากความเป็นหมากินเก่งกันบ้าง ถ้าดูข้อมูลทั่วไปแล้วก็จะเห็นว่าลาบราดอร์เป็นหมาที่ใจดี รักเด็ก ร่าเริง เป็นมิตร เหมือนไซม่อนหมาตัวเก่าที่เราเคยเลี้ยงจะนิสัยแบบนี้เลย แต่จริงๆแล้วก็ไม่เสมอไป ลาบราดอร์บางตัวจะเห่าและจะดุมากกับคนแปลกหน้า ตอนเอาเคนเข้าบ้าน แม่ก็บ่นว่าเอาลาบราดอร์มาจะช่วยเฝ้าบ้านได้มั้ยเนี๊ยะ เพราะไซม่อนจะใจดีสุดๆ เล่นกับทุกคนแม้กับคนแปลกหน้า แล้วพอเห็นเคนตอนเด็กๆ เล่นแบบบ้าพลังกับทุกคนที่เข้าบ้านก็ยิ่งมั่นใจว่าเคนไม่สามารถช่วยเห่าเฝ้าบ้านได้แน่ๆ แต่พอเคนเริ่มโตสักขวบ ทุกคนเริ่มทึ่งเมื่อเห็นความสามารถในการเฝ้าบ้านของเคน ครั้งแรกโดยการเริ่มเห่าคนที่เดินผ่านหน้าบ้าน วันแรกที่มีแขกแปลกหน้าเข้าบ้านเคนวิ่งเข้าใส่จะไปขย้ำเขา ทุกคนตกใจกันมากคาดไม่ถึงได้แต่รีบวิ่งไปลากเคนไปให้ไกลแขก ขนาดดึงเคนออกมาแล้วยังไม่หยุดเห่า พอมีแขกแปลกหน้ามาครั้งที่สองทุกคนในบ้านเริ่มรู้แกว คอยกันเคนไว้ พอกำลังจะกระโจนใส่ ตะโกนว่า เคนโด้..หยุด ! ได้ผลแฮะ เขาก็จะถอยออกมาจากตัวแขก แต่ก็ยังเห่าอยู่จนเราค่อยๆ บอก เคนคับ นี่แขกเข้ามาในบ้านเราแล้วนะคับ ถ้าเห็นอยู่กับคนในบ้านเมื่อไหร่คือแขกของเรานะคับ หยุดเห่าได้แล้วคับ ไม่รู้เคนรู้เรื่องหรือไม่รู้เหมือนกันแต่บอกซ้ำไปซ้ำมาให้เขาฟังจนสักพักก็หยุดเห่าไปได้ หลังจากนั้นเคนจะค่อยๆ รับรู้คำสั่งนี้มากขึ้นเวลามีคนมาที่บ้าน เขาจะเห่าและทำท่าจะกระโจนเข้าใส่ก่อนจนกว่าจะบอกให้หยุดและเขาก็จะหยุดทันทีแล้วค่อยๆแผ่วเสียงเห่าลง หลังจากนั้นก็จะเดินจากไปเอง พูดถึงความใจดีของไซม่อนซึ่งเหมือนกับนิสัยลาบราดอร์ส่วนมากแล้ว ไซม่อนยังเป็นหมาที่สุภาพและขี้เขิน ขี้อายมาก จะฉี่ จะอึ ถ้ามีคนมองฉี่จะหด อึจะหด วิ่งหลบไปซะไกล เรียกก็ไม่มาเพราะเขาเขินมาก ผิดกับเคน หมาอะไรหน้าด้านสุดๆ จะอึ จะฉี่ ก็ทำมันตรงหน้าคนให้เห็นกันชัดๆ นี่แหละ เคนโด้ยังมีพฤติกรรมให้คนในบ้านหลงรักอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการชอบเดินตาม เราหยุดเดินก็จะหยุดตาม เรานั่งทำไรอยู่แล้วคาบตุ๊กตามาแล้วมองหน้าชวนให้เล่นด้วย เรานั่งพื้นก็จะกะพื้นที่ล้มตัวลงนอนให้หัวมาหนุนที่ตักเราพอดี (ตอนตัวเล็กๆ ทิ้งลงทั้งตัว พอโตตัวเลยตักเลยใช้แค่หัวหนุน) เราจะชอบไปแงะปากแงะหูเค้าตอนเขากำลังนอนอยู่ เขาก็ยอมให้แกล้งแต่ก็จะทำท่าเบื่อแล้วถอนหายใจใส่ ในใจคง คิดว่า…’อ่ะ..สนุกกันพอรึยัง’ บางทีเราก็จะชอบเป่าตรงพุง เคนก็จะหันควับเอาปากมาจุ๊ สงสัยจะเป็นอาการอายเพราะรู้ว่าพุงตัวเองหลามเลยไม่ค่อยชอบให้มาวุ่นวายตรงพุง เราโชคดีที่ทั้งครอบครัวเป็นคนรักหมาและโชคดีที่มีหมาอย่างเคนโด้อยู่ในบ้าน มีปัญหามีทุกข์ก็ได้เคนนี้แหละเป็นยารักษา เขียนไปก็คิดถึงตัวอวบๆ อ้วนๆ หยุดเขียนไปฟัดลูกต่อดีกว่า

เคนโด้ที่รัก

Written By: Arttaya - ก.ย.• 12•10

ขึ้นหัวข้อมาแบบนี้หากไม่คุ้นเคยกับผู้เขียน นักอ่านหัวข้อนี้ก็คงจะเดากันไม่ออกว่า ”เคนโด้” คือใคร?  แต่สำหรับคนใกล้ชิดหรือเพื่อนฝูงคงจะชินชา ชาชินกะชื่อนี้และรู้ว่า เคนโด้ คือ หมาตลกตัวหนึ่งที่เราเองรักที่สุดในชีวิต  เคนโด้เป็นลาบราดอร์สีเหลืองตัวผู้แต่มีไข่ใบเดียว (ฮา)  จริงๆ เราเคยเลี้ยงลาบราดอร์มาก่อนแต่เป็นสีดำชื่อ “ไซม่อน” เขาตายไปประมาณ 2 ปีก่อนได้เคนโด้มา  วันที่คิดอยากเลี้ยงหมาอีกครั้งหลังไซม่อนตายไป เราก็คิดแต่ว่าต้องเป็นลาบราดอร์อย่างเดียว ลาบราดอร์อาจจะไม่ฉลาดเลิศเลอเท่าบอร์เดอร์ คอลลี่ อาจจะไม่งามสง่าเท่าไซบีเรียน ฮัสกี้ หรืออาจจะไม่ไฮเปอร์เท่าหมาพันธุ์อื่นอีกหลายพันธุ์  พูดไม่ถูกเหมือนกันคุณต้องลองศึกษานิสัยเขาดูแล้วคุณจะเข้าใจแต่สำหรับเราและครอบครัวเราแล้วลาบราดอร์นี่คือสุดยอดแล้วล่ะ วันที่ได้เคนโด้มา อารมณ์เช้าวันนั้นคือไปที่ฟาร์มกะว่าไปดูลาดเลาเฉยๆ แต่ฟ้าลิขิตไว้ให้มีหมาอ้วนตัวหนึ่งวิ่งดุ๊กๆๆๆ มาหา ใจแทบละลาย วินาทีนั้น กฎ กติกา มารยาท ทุกอย่างที่มีไว้ในหัวว่าจะไม่ผลีพล่ามเอาหมาตัวใดกลับบ้านลบเลือนไปหมดสิ้น  ควักตังค์ให้เจ้าของฟาร์มแล้วรีบอุ้มหมาอ้วนอายุ 2 เดือนปานได้ของมีค่ามหาศาลขึ้นรถทันที  หมาอ้วนตัวนั้นมันมีชื่อว่า “เคนโด้”  เคนโด้ เป็นชื่อที่เจ้าของฟาร์มตั้งให้ ซึ่งมาจากคำว่าเคนโด้ซึ่งหมายถึงศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของประเทศญี่ปุ่นหรือแปลว่า “วิถีแห่งดาบ”  มีพื้นฐานจากการใช้ดาบของพวกซามูไร เป็นวิชาที่ใช้ดาบไม้ไผ่ในการฝึก ด้วยกระบวนท่าการต่อสู้ที่รวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด ต่อเนื่อง ดังนั้นชื่อ “เคนโด้” จึงเป็นชื่อที่ออกจะเท่ห์มากๆ แต่ ณ ปัจจุบัน เคนโด้ก็มีป้าๆ น้าๆ หลายคนที่เป็นเพื่อนเราเองรักใคร่เอ็นดูและกลัวว่าหลานจะไม่เดิร์นพอ เห็นว่าหลานควรจะมีชื่อเล่นให้เข้ากับยุคสมัยจึงพร้อมใจกันตั้งชื่อเล่นตามสมัยนิยมให้เคนโด้ว่า เด็กชาย “เคงเคง”  

ตั้งแต่วันแรกที่เด็กชายเคนโด้หรือเคนหรือเคงเคงเข้ามาอยู่ด้วย ทำให้เรารู้รสชาติของความเป็นพ่อเป็นแม่อย่างสุดซึ้งเพราะเคนโด้นอนในห้องนอนเรา ไอ้นอนไม่เท่าไหรแต่อย่างอื่นนี่สิ  ถ้าใครเคยเลี้ยงหมาเด็กสัก 2 เดือนจะเข้าใจดีว่าแทบไม่ต่างกับเลี้ยงลูกน้อยที่เป็นมนุษย์เลย ระหว่างคืน เค้าจะอึ 3-4 รอบ ฉี่อีกหลายรอบ ฉี่แต่ละครั้ง อึแต่ละครั้งเราก็ต้องตื่นมาเช็ดทำความสะอาดทั้งพื้นห้องทั้งตูดคุณชายเคน  การอยู่กับหมาเล็กนี่ต้องใช้ความอดทนค่อนข้างสูงโดยเฉพาะความอดทนกับกลิ่น  เราจะมีผ้ายางวางไว้ในห้องนอน สอนเขาให้มาทำธุระบนผ้ายาง ถึงแม้การฝึกหมาเล็กจะเหนื่อยหน่อยแต่บังเอิญเคนโด้เป็นลาบราดอร์ซึ่งนับว่าฉลาดและเรียนรู้เร็ว พอเข้าอาทิตย์ที่ 2  เคนก็จะเริ่มเดินไปที่ผ้ายางจัดการทำธุระของตัวเองอย่างเงียบๆเสร็จสรรพแต่ยังไงก็แล้วแต่ถ้าเรานอนๆอยู่แล้วกลิ่นแปล่งๆมาเตะจมูกเมื่อไหร่เราก็ยังคงต้องตื่นอยู่ดี แล้วก็เก็บรวบรวมธุระของเคนออกไปไว้นอกห้องนอนไม่งั้นห้องนอนจะถูกอัดแน่นด้วยกลิ่นธุระของเคนและเราก็อาจตายจากการสูดดมกลิ่นนั้นก็เป็นได้ มุมของเคนในห้องนอนเราจะมีผ้าห่มและตุ๊กตารวมทั้งหมอนของเขาแต่ที่เคนชื่นชอบมากสุดคงจะเป็นผ้าห่ม เขาจะคาบแล้วเดินไปเดินมาชวนให้มาเล่นเกมส์แย่งผ้าห่มซึ่งหลายครั้งคาบผ้าห่มแล้ววิ่งหนีเราแต่ขาเขาก็ดันไปเหยียบผ้าห่มสะดุดล้มกลิ้งเป็นลูกหมู เราก็ได้แต่ส่ายหัวจะไม่ให้สะดุดได้ไงผ้าห่มผืนใหญ่เท่าบ้านตัวเคนก็แค่ลูกหมูตัวเล็กๆ  การนอนบนตักเราหรือใครก็ได้ในบ้านเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งก่อนเคนจะเข้านอนขอให้ได้นอนบนตักใครสักคน ย้ำ..นอนบนตักไม่ใช้หนุนตักนะ พอเรานั่งลงกับพื้นห้องเมื่อไหร่เขาจะเดินมาบนตักแล้วเอาตัวทั้งตัวทิ้งลงบนตักเราอย่างต้องการความอบอุ่นที่สุด  เคนจะมีพฤติกรรมประหลาดๆหลายอย่างบางอย่างก็น่ากลัวมากทีเดียวเช่นพฤติกรรมทำลายล้าง  แต่เราก็ไม่เคยทำโทษเคนไปซะหมดทุกอย่าง เราจะดูว่าเคนทำลายข้าวของเพราะเราเก็บไม่ดีเองหรือเปล่า หากเราไม่เก็บให้ดีเอง เราก็จะไม่โทษเคนเลย หมามันจะไปรู้อะไรละว่าอันไหนเล่นได้เล่นไม่ได้  แต่ถ้าเก็บข้าวของดีแล้วและเคยสอนกันแล้วว่าอันนี้ห้ามแตะห้ามทำลายแต่เขาก็ยังอุตส่าห์แทะกัดทำลายอันนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง ก็คงต้องทำโทษกันไป  อย่างเคนเองตอนเช้าๆ เค้าจะตื่นก่อนและกระโดดเหย่งๆ รอบเตียงทางซ้ายทีขวาทีปลุกเราทุกเช้าถ้าวันไหนเราไม่ยอมตื่น  เค้าก็จะมีวิธีระบายอารมณ์ระหว่างรอเราตื่นเพื่อพาเขาออกไปเดินเล่น คือการแทะวอลเปเปอร์ ! ครั้งแรกที่เห็นตกใจมากคิดในใจว่ามันจะเป็นหมาทำลายล้างอะไรขนาดนั้น  วอลเปเปอร์มันติดอยู่กำแพงมันไม่ได้เป็นของที่หยิบจับได้นะเคนเอ๊ยยย  เล่นเอาซะ..ลอกออกมาทั้งแผ่น !  ก็ต้องจับมานั่งคุยกันพักใหญ่แต่ของมันเคยๆอ่ะนะ เช้าวันรุ่งขึ้นเราไม่ตื่นตอนเขามาปลุกก็เอาอีกไปแทะรอยเดิมอีกจนเราต้องทำใจคิดซะว่าวอลเปเปอร์ในห้องเราคงถึงอายุขัยต้องเปลี่ยนก็เลยสังเวยให้เคนไปไว้เป็นที่ระบายอารมณ์โดยปริยาย…..To be continued.

ศรัทธาหรืองมงาย ?

Written By: Arttaya - ส.ค.• 15•10

หลายครั้งที่ต้องกลับมานั่งสงสัยกับพฤติกรรมของคนหลายๆคน ในประเด็นของคำว่าศาสนาว่า นี่มันอะไรกันความรู้เราไม่ได้มากแต่ว่าเราก็ไม่เคยเห็นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าจะทำให้ความประพฤติของคนเรามันสุดโต่งไปขนาดนั้นนี่หว่า ..น่าเศร้าใจถึงขั้นเวทนากับคนที่เข้าใจหลักของศาสนาผิดๆ อยากให้กระเทาะเปลือกออกกันซะบ้างอย่าให้มันหุ้มซะจนไม่เห็นแก่น เราเองไม่ใช่คนที่เข้าวัดวาเข้าวาเป็นประจำ ไม่ใช่คนที่สวดมนต์หรือนั่งสมาธิเป็นกิจวัตร ไม่ใช่คนที่ตื่นแต่เช้าเพื่อมาตักบาตรหรือไปทำบุญ ที่จำได้เคยโดนเพื่อนถามแกมกัดว่าเคยตื่นมาตักบาตรกับเขาบ้างมั้ย เราก็ตอบมันกลับไปว่าก็อยากตื่นแต่ไม่รู้ว่าจะตื่นมาแต่เช้าเพื่อแค่ตักบาตรไปทำไม (จริงจริงก็เคยนะไม่ใช่ไม่เคยเลย) เพื่อนมันเลยสวนกลับมาว่า ไอ้บร้านี่…ตักบาตรก็เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง แกได้บุญเดี๋ยวอะไรๆมันก็จะดีขึ้น เลยถามมันต่อว่าอะไรจะดีขึ้น มันตอบกลับ (แถมด่า) มาว่า..ไอ้เวร….ก็แกมีปัญหาอะไร ทุกข์เรื่องอะไรเดี๋ยวผลบุญก็ส่งให้ทุกข์นั้นค่อยๆคลี่คลายลงเอง พอร่ะไม่ต้องมาถามกวนๆ แบบนี้ นี่แค่ตัวอย่างใกล้ตัวที่เคยเจอมาถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิท เราเองก็คงไม่กล้ายิงคำถามแบบนั้นออกไปกลัวจะโดนอะไรโทษฐานไปขัดความเชื่อความศรัทธาของเขา แต่เอ๊ะ….แบบนี้เขาเรียกกันว่า “ศรัทธา” หรือเปล่า ? การทำอะไรตามอย่างคนเขาทำกันมาโดยเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่งาม ความเชื่อแบบนี้น่ากลัวมาก ยกตัวอย่างง่ายๆเรื่องตักบาตรนี่แหละ เรารู้ทั้งรู้กันว่าเป็นสิ่งที่ดีงามแต่ถ้าถามถึงเหตุผลทางพุทธศาสนาว่าตักกันทำไม จะมีสักกี่คนให้คำตอบที่ถูกต้องได้บ้าง? นับกันแค่ในเมืองไทยละกัน ที่เค้าสำรวจกันมาว่า กว่า 80 เปอร์เซนต์ของคนไทยนับถือศาสนาพุทธซึ่งถือว่ามากสุดกว่าศาสนาอื่นแต่ถ้าลองสำรวจกันว่ากี่เปอร์เซนต์ของคนที่นับถือพุทธว่ามีความเข้าใจในการเป็นพุทธเป็นกี่เปอร์เซนต์ของสัดส่วนคนนับถือพุทธทั้งหมด อันนี้น่าสนใจกว่า บางครั้งมันก็ยากที่จะวัด แต่ไอ้ที่ว่ายากกว่านั้นขึ้นไปอีกคือสิ่งที่เป็นตัวชี้วัดต่างหาก อะไรเป็นตัวชี้วัดว่าคนคนนี้รู้จริงในเรื่องความเป็นพุทธ? จะว่าไปแล้วพุทธศาสนาถือเป็นศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด หลักคำสอนของพุทธเป็นเรื่องของเหตุและผล นักวิทยาศาสตร์ดังๆ อย่างเช่น อัลเบิร์น ไอสไตน์ ก็ยังยอมรับ เราเองได้ชื่อว่าเป็นคนหนึ่งที่เป็นพุทธตั้งแต่เด็กจนถึงวันนี้ ถ้าถามว่าทำไมถึงนับถือพุทธ เราพูดได้เต็มปากเพราะความเป็นวิทยาศาสตร์ของพุทธ เพราะความเป็นเหตุเป็นผลของพุทธ ที่รู้ๆไม่ใช่เพราะความที่พ่อแม่เป็นพุทธเราถึงต้องตามน้ำมาเป็นพุทธด้วยแน่ๆ หลายครั้งที่หลายคนเข้าใจว่าเราเป็นคริสต์เพราะคิดว่าไปต่างแดนบ่อยคงจะรับความคิดความเชื่อทางตะวันตกมา บ้างก็คิดว่าเราเป็นฮินดูเพราะที่โต๊ะทำงานมีองค์พระคเนศบูชาอยู่ ถามว่าเคยเข้าโบสถ์คริสต์ไหม ตอบว่าเคยและไม่ใช่แค่เข้าไปชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมเท่านั้นแต่เข้าไปร่วมพิธีทางคริสต์กับเขาเลยด้วยซ้ำไป ถามว่าเคยเข้าโบสถ์พราหมณ์ไหม ก็ตอบว่าเคยเช่นกันและก็เหมือนกับคริสต์คือเคยร่วมพิธีทางพราหมณ์ฮินดูกับเขาเหมือนกันด้วย แต่ถ้าถามว่ามีความคิดเปลี่ยนจากนับถือพุทธไปนับถือศาสนาอื่นบ้างไหม ตอบเลยว่า แม้แต่เสี้ยวของความคิด ไม่เคยมีอยู่ในหัว… จริงๆแล้วคำว่า “พุทธ” กว้างและละเอียดลึกซึ้งเกินกว่าเราซึ่งมีความรู้แค่หางอึ่งจะไปริพูดให้ใครเขาฟัง หลายคนคิดว่า เขารู้ เขาเข้าใจ หนำซ้ำทำมาปากดีดัดจริตสอนคนอื่นอีก… โอ้..แม่เจ้า พูดไปได้ไม่อายปาก… ไอ้ประเภทอ่านมาจากหนังสือพระหนังสือเจ้าแล้วจำเอามาพูด หรือประเภทเข้าวัดเข้าวา นั่งสมาธิไม่กี่ทีแล้วทะลึ่งทำมาเป็นรู้ดี ใครมันก็ทำกันได้ แต่ถ้าริจะพูดอะไรออกไป เอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่ามั้ย อ้าปากมาก็เห็นไปถึงลิ้นไก่ ทฤษฏีจ๋าแต่ปฏิบัติห่วยแตก ก็เข้าใจนะว่าตราบใดที่เป็นมนุษย์ รัก โลภ โกรธ หลง หรือจะชอบโชว์ออฟมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มันจะแปลกก็ไอ้ตรงที่ จะมาสร้างภาพเอาศาสนามาบังหน้าเพื่อ…?

กลับมาเข้าเรื่องต่อดีกว่าก่อนจะนอกเรื่องไปเยอะ จะว่าไปคำว่าศรัทธานี่ เห็นพูดกันจัง จริงๆแล้วความหมายมันคืออะไร เอาง่ายๆ ที่เห็นกันบ่อยๆเลย ไหว้พระกัน ไหว้แล้วขอไรกันบ้าง ? ขอให้ถูกหวย ขอให้รวย ขอให้ได้นู้นได้นี่ แบบนั้นกันรึป่าว เรามั่นใจเลย ต้องมีแน่ๆ จะมีมากมีน้อยก็อีกเรื่องหนึ่ง ตัวเราเองก็ขอแบบนั้นอย่าไปว่าแต่คนอื่นเลย แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดทุกวันนี้เวลาจะขอพร เราก็จะขอให้ตัวเองเจริญด้วยสติทั้งทางโลกทางธรรมเป็นหลัก แต่จะไปว่าหลายๆคนเขาก็ไม่ได้อีก เพราะคนที่ขอพรแบบนั้นก็คงมีความศรัทธาในสิ่งที่ไหว้ที่เขาขอพรกันอยู่ว่าเขาคงมีเปอร์เซนต์จะได้ในสิ่งที่เขาขอกันบ้างร่ะ มีบางคนไอ้ประเภทขอแล้วไม่ได้ตามที่ขอ มันก็พาลไม่กราบไม่ไหว้สิ่งที่มันเคยบอกว่าเคารพบูชาศรัทธาอีกต่อไป ตกลงว่าอะไรของมันกันแน่ น่าอนาถใจกับมันเหลือเกิน บางคนศรัทธาถึงขนาดยกทุกสิ่งทุกอย่างให้สิ่งที่มันศรัทธาจนหมด เขาพูดไร ทำไรก็เชื่อเขาไปหมด มาถึงตรงนี้บอกก่อนว่าเราไม่ได้พูดถึงศาสนาใดศาสนาหนึ่งหรือจำเพาะเจาะจงลงไปว่าเป็นอะไรหรือสิ่งใด ถ้าดูกันดีๆศรัทธาก็คล้ายๆ จะเป็นความเชื่อแต่เป็นสิ่งที่ดูจะสูงส่งกว่าเพราะศรัทธาอาจจะเจือไปด้วยความเคารพนับถืออยู่ในนั้น ถ้างั้นศรัทธาไม่เป็นสิ่งที่ดีหรอกรึ ? อืมมม ถ้าจะให้ดีเราว่าเอาปัญญาไปบวกเข้าไปอีกตัวมั้ย ? พูดยากเหมือนกัน เพราะระดับปัญญาของคนมันก็คงจะไม่เท่ากัน เมื่อไหร่ที่ศรัทธาไม่รวมปัญญาเข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็จะถูกดึงลงไปสู่ความงมงายทันที มีคนเคยบอกว่า เมื่อไหร่ที่คุณถูกปล้นปัญญา เมื่อไหร่ที่คุณถูกปล้นความเป็นตัวของตัวเอง เขาบอกอะไรคุณก็เชื่อโดยไม่ใช่สติไตร่ตรองให้ดีก่อน เมื่อนั้นความฉิบหายใกล้มาเยือนคุณแล้วร่ะ.. เรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่เถียงกันไม่จบไม่สิ้นเพราะอย่างที่เขียนไว้ว่าระดับสติปัญญาคนไม่เท่ากัน ถ้าคุณไปเถียงกับคนคนนึงเขามองว่าเขาศรัทธาเพราะเขาได้ใช้สติปัญญาอันเฉียบแหลมของเขาไตร่ตรองดูแล้วเห็นว่าถูกต้อง คุณก็อย่าไปเถียงเขาเลยหากคุณเห็นว่ามันไม่เหมือนกับที่คุณคิด หนึ่ง เพราะระดับปัญญาของเขาอาจจะเหนือกว่าคุณ สอง เพราะระดับปัญญาของคุณมันอาจเหนือกว่าเขา หรือถ้าเป็น ข้อสาม ก็โชคดีไป คือ ระดับปัญญาของเขากับของคุณเท่าเทียมกันอันนั้นก็คงคุยกันรู้เรื่องขึ้นมาหน่อย นี่เรากำลังพูดถึงเรื่องนี้เท่านั้นนะ บางคนระดับปัญญาเท่ากันก็ยังคุยกันไม่รู้เรื่องก็มีอีกเยอะหากทัศนคติของคนทั้งสองมองกันต่างมุม เขาถึงบอกกันว่า คนจะอยู่ด้วยกันได้นาน ระดับของ ศีล สมาธิ ปัญญา ควรจะอยู่เสมอกัน…

โพสท์แรกตั้งใจจะเขียนเรื่องหมา แต่ไหงออกมาเป็นเรื่องนี้ได้ก็ไม่รู้ จบมันห้วนๆ แบบนี้ไปเลยละกันจะได้ไปเขียนเรื่องหมาตามที่ตั้งใจไว้ท่าจะสุนทรีย์กว่า…

SEO Powered by Platinum SEO from Techblissonline